ท่าบริหารสำหรับคนปวดคอบ่าไหล่ เริ่มอย่างไรให้ปลอดภัย

ท่าบริหารสำหรับคนปวดคอบ่าไหล่ เริ่มอย่างไรให้ปลอดภัย

คุณเคยรู้สึกปวดคอตึงบ่าหลังจากทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันไหม หรือตื่นมาตอนเช้าแล้วรู้สึกเหมือนคอแข็งจนหันไปมาไม่ได้ อาการปวดคอบ่าไหล่เป็นปัญหาที่พบบ่อยในยุคดิจิทัลนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานออฟฟิศและผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน

หลายคนมักกังวลว่าการออกกำลังกายหรือบริหารร่างกายจะทำให้อาการแย่ลง หรือกลัวว่าการยืดเหยียดแบบผิด ๆ จะส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บ ความจริงแล้ว การบริหารร่างกายที่ถูกวิธีและปลอดภัยสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดคอบ่าไหล่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทความนี้จะแนะนำท่าบริหารที่เหมาะสำหรับคนปวดคอบ่าไหล่ พร้อมคำแนะนำในการเริ่มต้นอย่างปลอดภัย รวมถึงวิธีการรักษาแบบองค์รวมที่ได้ผลจริง

อาการปวดคอบ่าไหล่คืออะไร

อาการปวดคอบ่าไหล่ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาของกล้ามเนื้อ เอ็น และข้อต่อเล็ก ๆ รอบกระดูกสันหลังส่วนคอและอก ซึ่งแพทย์เรียกว่า “Nonspecific Neck Pain” หรือ “Myofascial Pain” ไม่ใช่ปัญหาร้ายแรงจากกระดูกสันหลังผิดรูป

กลไกการเกิดอาการ

เมื่อเรานั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์หรือก้มหัวเล่นโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน คอจะยื่นไปข้างหน้า ไหล่ห่อเข้าหาตัว และหน้าอกหุบลง ท่าทางนี้ทำให้กล้ามเนื้อคอด้านหลังและบ่า โดยเฉพาะกล้ามเนื้อ Upper Trapezius และ Levator Scapulae ต้องทำงานค้างเพื่อรองรับน้ำหนักของศีรษะ

การทำงานค้างของกล้ามเนื้อเหล่านี้จะสร้าง Trigger Point หรือจุดเกร็งที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด นอกจากนี้ ข้อต่อคอและอกจะเคลื่อนไหวน้อยลง (Stiffness) ทำให้กล้ามเนื้อต้องชดเชยการทำงานมากขึ้น และเกิดอาการปวดล้าตามมา

อาการที่พบบ่อย

  • ปวดตึงบริเวณคอ ท้ายทอย บ่า และไหล่
  • ปวดมากขึ้นเมื่อใช้คอหรือไหล่เป็นเวลานาน เช่น นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ ขับรถ
  • รู้สึกคอตึง หันไปมาไม่สุด หรือก้มหัวเงยหัวแล้วตึง
  • ปวดร้าวขึ้นไปที่ศีรษะ (Tension-type Headache)
  • ปวดร้าวลงไปที่ไหล่และสะบัก
  • บางรายอาจมีอาการปวดร้าวลงแขน ชา หรือรู้สึกอ่อนแรง

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

การเข้าใจสาเหตุของอาการปวดคอบ่าไหล่จะช่วยให้เราสามารถป้องกันและรักษาได้อย่างตรงจุด

ท่าทางที่ไม่เหมาะสม

  • นั่งก้มคอเล่นโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน (Text Neck)
  • จัดตำแหน่งจอคอมพิวเตอร์ที่ต่ำเกินไป ไกลเกินไป หรือเอียง
  • นั่งโต๊ะทำงานที่ไม่เหมาะสมกับสรีระ

พฤติกรรมการใช้ชีวิต

  • นั่งทำงานต่อเนื่องนานเกิน 4 ชั่วโมงต่อวันโดยไม่พัก
  • ขาดการออกกำลังกาย ทำให้กล้ามเนื้อแกนกลางและกล้ามเนื้อรองรับท่าทางอ่อนแอ
  • การนอนหลับไม่เพียงพอ
  • ความเครียดและภาวะซึมเศร้า

ปัจจัยอื่น ๆ

  • อายุ 30-50 ปี โดยพบในเพศหญิงบ่อยกว่าชาย
  • งานที่ต้องเงยหรือก้มคอบ่อย ๆ
  • งานที่ต้องใช้แขนยกเหนือศีรษะซ้ำ ๆ
  • ภาวะหมอนรองกระดูกคอเสื่อมหรือโป่ง

ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน

อาการปวดคอบ่าไหล่ไม่เพียงแค่สร้างความเจ็บปวดทางกาย แต่ยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในหลายด้าน

ด้านการทำงาน

ผู้ที่มีอาการปวดคอบ่าไหล่มักจะรู้สึกปวดและตึงหลังจากนั่งทำงานเพียงไม่กี่ชั่วโมง ต้องลุกเดินหรือหยุดพักบ่อยครั้ง ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง การใช้เมาส์และคีย์บอร์ดอาจทำให้เกิดอาการปวดร้าวขึ้นไปที่คอและบ่ามากขึ้น

ด้านการพักผ่อน

หลายคนพบว่าการหาท่านอนที่สบายเป็นเรื่องยาก ตื่นมาตอนเช้าแล้วรู้สึกปวดคอ หรือหันคอไปมาไม่สะดวก อาการเหล่านี้ทำให้คุณภาพการนอนหลับแย่ลง

ด้านจิตใจและอารมณ์

ความเจ็บปวดเรื้อรังทำให้เกิดความเครียด หงุดหงิด และกังวลว่าอาการจะลุกลามหรือแย่ลง สมาธิในการทำงานลดลง และอาจเลี่ยงการออกกำลังกายหรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่เคยชอบทำ

วิธีรักษาอาการปวดคอบ่าไหล่

การรักษาอาการปวดคอบ่าไหล่อย่างมีประสิทธิภาพควรใช้แนวทางแบบองค์รวม ที่ผสมผสานวิธีการรักษาหลายแบบเข้าด้วยกัน

1. การฝังเข็ม (Acupuncture)

การฝังเข็มเป็นวิธีการรักษาที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับสำหรับการลดอาการปวดคอ การฝังเข็มที่ผสมผสานความรู้ทางการแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนจีนสามารถช่วยลดการอักเสบ คลายกล้ามเนื้อที่เกร็ง และบรรเทาอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อดีของการฝังเข็มคือสามารถให้ผลได้เร็ว ไม่มีผลข้างเคียงจากยา และสามารถใช้ร่วมกับการรักษาวิธีอื่นได้ดี อย่างไรก็ตาม ควรเลือกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์และได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ

2. การใช้ยาแบบ “ครบ ถูก ถึง”

การใช้ยาในการรักษาอาการปวดคอบ่าไหล่มีเป้าหมายเพื่อลดอาการปวดและอักเสบในระยะสั้น เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถทำกายภาพบำบัดและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้สะดวกขึ้น

หลัก “ครบ ถูก ถึง” หมายถึง:

  • ครบ: ใช้ร่วมกับการกายภาพบำบัด การออกกำลังกาย และการปรับพฤติกรrmm
  • ถูก: เลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับสาเหตุ ขนาดและระยะเวลาที่ถูกต้อง
  • ถึง: ให้ยาในปริมาณที่เพียงพอต่อการลดอาการปวดและอักเสบ

ยาที่มักใช้ได้แก่ พาราเซตามอล NSAIDs และยาคลายกล้ามเนื้อในบางกรณี ทั้งนี้ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์และระวังผลข้างเคียง

3. อาหารเสริมที่อาจช่วย

แม้ว่าหลักฐานสำหรับการใช้อาหารเสริมในการรักษาอาการปวดคอเฉพาะจะยังมีจำกัด แต่สารอาหารบางชนิดอาจช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง

  • วิตามิน D: การขาดวิตามิน D เชื่อมโยงกับอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง
  • แมกนีเซียม: ช่วยในการคลายกล้ามเนื้อและการทำงานของระบบประสาท
  • โอเมกา-3: มีฤทธิ์ต้านอักเสบเล็กน้อย
  • Curcumin: สารสกัดจากขมิ้นชันที่มีฤทธิ์ต้านอักเสบ

4. การปรับพฤติกรรมและลดความเสี่ยง

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเป็นรากฐานสำคัญของการรักษา

  • ปรับตำแหน่งจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา
  • ใช้เก้าอี้ที่มีพนักพิงรองรับหลังส่วนล่าง
  • พักเปลี่ยนอิริยาบถทุก 30-60 นาที
  • ลดการก้มคอเล่นโทรศัพท์มือถือ
  • จัดการความเครียดและนอนหลับให้เพียงพอ

5. การออกกำลังกายและท่าบริหาร

การออกกำลังกายและท่าบริหารที่ถูกต้องเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย เมื่อทำอย่างสม่ำเสมอและถูกวิธี

หลักความปลอดภัยก่อนเริ่มบริหาร

  • อุ่นร่างกายด้วยการหมุนไหล่เบา ๆ และหายใจลึก 1-2 นาที
  • ยืดเพียงแค่รู้สึก “ตึงแบบสบาย ๆ” ห้ามฝืนจนเจ็บแปลบ
  • ห้ามกระชากหรือบิดคอแรง
  • ค้างแต่ละท่า 15-30 วินาที ทำ 3-5 ครั้ง
  • หยุดทันทีหากมีอาการชา อ่อนแรง หรือปวดร้าวลงแขน

ท่าบริหารเริ่มต้นที่แนะนำ

Chin Tuck (ดึงคางเข้าหาคอ):
นั่งหลังตรงหรือพิงผนัง มองตรง ค่อย ๆ ดึงคางเข้าหาคอเหมือนทำคางสองชั้น เกร็งคอเบา ๆ ค้าง 5-10 วินาที แล้วคลาย ทำ 10 ครั้ง

Scapular Retraction (ดึงสะบักเข้าหากัน):
นั่งหรือยืนหลังตรง ดึงสะบักเข้าหากันเหมือนหนีบดินสอ ระวังไม่ยกไหล่ขึ้น ค้าง 3 วินาที ทำ 10 ครั้ง

Upper Trapezius Stretch (ยืดกล้ามเนื้อคอด้านข้าง):
นั่งหลังตรง เอียงศีรษะไปด้านซ้าย ใช้มือซ้ายแตะแนบศีรษะช่วยดึงเบา ๆ รู้สึกตึงด้านขวาของคอ-บ่า ค้าง 20-30 วินาที สลับข้าง

Doorway Stretch (ยืดหน้าอก):
ยืนที่วงกบประตู วางท่อนแขนแนบขอบประตู ศอกงอ 90 องศา ก้าวขาไปหน้า โน้มตัวไปจนตึงหน้าอก ค้าง 20-30 วินาที

ทำไมต้องเลือกคลินิก Dr.Sun

Dr.Sun เป็นคลินิกเฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญในการรักษาอาการปวดต่าง ๆ โดยไม่ต้องผ่าตัด ดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝังเข็มและวิสัญญีแพทย์จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

จุดเด่นของการรักษาที่ Dr.Sun

  • เทคนิคการฝังเข็มเฉพาะ: ผสมผสานความรู้ทางการแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนจีน ให้ผลเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • การใช้ยาแบบครบถูกถึง: จ่ายยาตรงจุดตามสาเหตุของอาการ ปลอดภัยต่อตับและไต
  • การติดตามผลการรักษา: ดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาการรักษา
  • ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ: มีผู้ป่วยที่มารักษาและหายจากอาการปวดมากมาย

การป้องกันและการดูแลตัวเอง

การป้องกันอาการปวดคอบ่าไหล่เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยไม่ให้อาการกลับมาเป็นซ้ำ

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทั้งแอโรบิกและการเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
  • ทำท่าบริหารคอ บ่า ไหล่ทุกวัน เริ่มเบา ๆ ไม่ฝืน
  • ปรับสภาพแวดล้อมการทำงานให้เป็น Ergonomic
  • พักเปลี่ยนอิริยาบถทุก 30-60 นาที
  • ลดการใช้โทรศัพท์มือถือในท่าที่ไม่ถูกต้อง
  • ใช้หมอนที่รองรับคอได้ดี
  • ควบคุมน้ำหนักและจัดการความเครียด
  • นอนหลับให้เพียงพอ

คำถามที่พบบ่อย

Q: ถ้าปวดคอบ่าไหล่ เริ่มบริหารยังไงให้ปลอดภัย?
A: เริ่มจากการปรับท่านั่งและตำแหน่งจอให้ถูกต้อง ทำท่าบริหารเบา ๆ เช่น Chin Tuck การดึงสะบัก และการยืดหน้าอก วันละ 1-2 รอบ พร้อมพักเปลี่ยนอิริยาบถทุก 30-60 นาที หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ควรปรึกษาแพทย์

Q: ทำท่าบริหารแล้วปวดมากขึ้น ควรหยุดไหม?
A: ถ้าปวดตึงเล็กน้อยถือว่าปกติ แต่หากปวดแปลบ ชา หรือปวดร้าวลงแขน ให้หยุดท่านั้นทันทีและปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด

Q: ต้องทำท่าบริหารนานเท่าไหร่ถึงจะเห็นผล?
A: หากทำอย่างสม่ำเสมอทุกวันโดยไม่หักโหม มักเริ่มรู้สึกดีขึ้นในช่วง 2-4 สัปดาห์ ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความหนัก

Q: คนที่มีหมอนรองกระดูกคอเสื่อมออกกำลังกายได้ไหม?
A: ส่วนใหญ่ทำได้และควรทำ แต่ต้องเลือกท่าที่เหมาะสม เน้นการเสริมกล้ามเนื้อคอ-สะบักและยืดเบา ๆ หลีกเลี่ยงท่าบิดหรือกระชากคอแรง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรม

Q: ประคบร้อนหรือเย็นดีกว่าสำหรับปวดคอ?
A: หากเป็นอาการตึงเรื้อรัง แนะนำประคบร้อน 10-15 นาทีเพื่อคลายกล้ามเนื้อ แต่ถ้าเป็นอักเสบเฉียบพลัน อาจใช้ประคบเย็นในช่วงแรกตามคำแนะนำแพทย์

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์

แม้ว่าการบริหารร่างกายและการดูแลตัวเองจะสามารถช่วยบรรเทาอาการได้ แต่ในบางกรณีควรปรึกษาแพทย์

  • ปวดคอบ่าไหล่ต่อเนื่องมากกว่า 2-4 สัปดาห์ ทั้งที่พักและปรับพฤติกรรมแล้ว
  • ปวดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หรือรบกวนการนอนหลับอย่างมาก
  • มีอาการปวดร้าวลงแขน ชา หรืออ่อนแรงแขนและมือ
  • มีอาการร่วมที่น่ากังวล เช่น ไข้ น้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ
  • ใช้ยาแก้ปวดเองแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือต้องใช้ยาปริมาณมาก
  • ต้องการโปรแกรมกายภาพบำบัดเฉพาะบุคคล

หากคุณมีอาการปวดคอบ่าไหล่ที่ไม่ดีขึ้น หรือต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับการรักษาแบบองค์รวม สามารถติดต่อคลินิก Dr.Sun ได้ที่ 065-235-4944 หรือ 083-693-9965 หรือทาง Line Official: @drsun เพื่อรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

อย่าปล่อยให้อาการปวดคอบ่าไหล่กลายเป็นปัญหาเรื้อรัง เริ่มต้นดูแลตัวเองด้วยท่าบริหารที่ถูกต้องและปลอดภัยตั้งแต่วันนี้ และขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น เพื่อชีวิตที่ปราศจากความเจ็บปวด

Share this
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn